ความรู้โฆษณาออนไลน์

วิธีลบลายน้ำในแอพ capcut ทำอย่างไร มาดูกันเลย

วันนี้เรามาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของลายน้ำในวิดีโอและ วิธีการลบลายน้ำในแอปพลิเคชัน CapCut กันดีกว่าครับ

ลายน้ำในวิดีโอ คือ อะไร?

ลายน้ำวิดีโอ คือ ตัวอักษรหรือโลโก้ที่ปรากฎบนวิดีโอเพื่อแสดงสิทธิ์การเผยแพร่หรือสิทธิ์การใช้งานของวิดีโอนั้นๆ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันการทำซ้ำและการนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม แต่ก็มีบางกรณีที่เราอาจจะไม่ต้องการให้มีลายน้ำบนวิดีโอ เช่น เมื่อเราต้องการแบ่งปันวิดีโอกับผู้อื่น หรือเมื่อเราต้องการนำวิดีโอไปใช้งานในที่อื่นๆ ที่ไม่ได้เผยแพร่โลโก้หรือตัวอักษรนั้นๆ ในกรณีดังกล่าว เราจำเป็นต้องลบลายน้ำออกจากวิดีโอ

เพื่อการลบลายน้ำในวิดีโอ แอปพลิเคชัน CapCut เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ควรพิจารณา โดย CapCut มีเครื่องมือในการลบลายน้ำที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ ในขั้นตอนต่อไป เราจะมาพูดถึงวิธีการลบลายน้ำใน CapCut กันเลยครับ อย่างละเอียดตามขั้นตอนด้านล่างเลยครับ

4 ขั้นตอน การลบลายน้ำใน Capcut

1.เริ่มต้นเปิดโปรเจคคลิปใน CapCut

2.เลื่อนคลิปมาท้ายสุด จนถึงส่วนที่เป็นโลโก้

3.กดที่ไทมไลน์ของโลโก้ เลือก ลบ

4.ตอนนี้คลิปจะไม่มีโลโก้ของ CapCut ปิดท้ายแล้ว และนอกจากนี้ เรายังทำภาพโลโก้ของตัวเอง มาแปะใส่ก็ได้

สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ: แอพลบลายน้ำใน tiktok ได้ที่นี้

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับวิธีลบลายน้ำในแอพ capcut ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าใช้งานได้ง่ายมากๆและที่สำคัญฟรีอีกด้วย ทั้งนี้ยังสามารถใช้งานผ่านทั้งระบบ Pc และ บนมือถือได้ด้วย บอกได้คำเดียวว่าแอพนี้ ลูกเล่นเยอะมากๆครับ สำหรับวันนี้ขอให้ทุกท่านสนุกกับการทำคลิปใน capcut กันต่อไปนะครับโอกาสหน้าจะแวะมา แนะนำเทคนิคดีๆอะไรก็อย่าลืม เข้ามาอ่านบทความของเรากันด้วยครับ

สำหรับธุรกิจใดกำลังมองหา ตัวช่วยการทำการตลาด บน Google Ads สามารถติดต่อกับทาง Fast tacks ได้เลยครับ ทางเรายินดีให้บริการ

Fast tacks บริการรับทำการตลาดออนไลน์

วิธีลบลายน้ำในแอพ capcut ทำอย่างไร มาดูกันเลย Read More »

วิธีลบลายน้ำ Capcut

อัปเดต Google Ads ที่นักการตลาดต้องรู้ ปี 2023

ในฐานะเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก การติดตามการอัปเดตของโฆษณา Google ads เป็นสิ่งสำคัญ ในปีนี้ มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เราจะต้องทราบเพื่อให้แคมเปญโฆษณาของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ของการโฆษณาบนสื่อออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การก้าวนำเทรนด์ล่าสุดเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับนักการตลาดที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน Google ยักษ์ใหญ่ด้านเสิร์ชเอ็นจิ้นก็ไม่มีข้อยกเว้น และยังคงผลักดันขอบเขตของนวัตกรรมด้วยการอัปเดตแพลตฟอร์มโฆษณาของตนอยู่บ่อยครั้ง ในบทความนี้ เราจะพามาดูว่าการอัปเดตอัลกอริทึมโฆษณาของ Google Ads มีอะไรบ้างสำหรับผู้ลงโฆษณาบน Google ในปี 2023 และวิธีที่เราจะใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สิ่งที่เราต้องรู้เกี่ยวกับการอัปเดตโฆษณา Google Ads ในปี 2023

การอัปเดตโฆษณาของ Google ads อาจเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ในแง่หนึ่งคือ การเข้าถึงฟังก์ชั้นล่าสุดและที่น่าสนใจที่สุดเป็นเรื่องดีที่สามารถช่วยให้เรากำหนดเป้าหมายของกลุ่มผู้ชมได้ดีขึ้นและปรับปรุงผลลัพธ์ของเรา แต่ในทางกลับกัน การติดตามแนวโฆษณา Google ads ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราไม่มีเวลาหรือ

ทรัพยากรมากพอที่จะทุ่มเทให้กับมัน นั่นเป็นเหตุผลที่ทาง fast tacks ได้รวบรวมคู่มือนี้สำหรับการอัปเดตโฆษณา Google Ads ที่สำคัญ ที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในปี 2023 ที่จะมาแนะนำทุกอย่างตั้งแต่คุณลักษณะใหม่ๆ ที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างและราคาของโฆษณา Google ads และในตอนท้ายของบทความ คุณจะเข้าใจสิ่งที่กำลังจะตามมาเพื่อวางแผนการโฆษณาบน Google Ads ของคุณ

Google Ads กำลังลดความซับซ้อนของโครงสร้างการกำหนดราคาโฆษณา มีสามระดับการกำหนดราคาสำหรับโฆษณา: มาตรฐาน ตามการประมูล และราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC) ตามข่าวโฆษณาของ Google Ads นับจากนี้ไปจะมีเพียง 2 ระดับเท่านั้น: มาตรฐานและตามการประมูล นอกจากนี้ การกำหนดราคาแบบ CPC จะถูกตัดออก การเปลี่ยนแปลงนี้ควรทำให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าจะต้องใช้จ่ายในการโฆษณามากน้อยเพียงใด และอาจช่วยประหยัดเงินได้

Google Ads กำลังเปลี่ยนวิธีจัดการส่วนขยายโฆษณา

ส่วนขยายโฆษณา คือ ข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถเพิ่มลงในโฆษณาได้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่ ในอดีต ส่วนขยายเป็นทางเลือกและสามารถเพิ่มได้ตามความต้องการของผู้โฆษณา แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2023 โฆษณาทั้งหมดต้องมีส่วนขยายอย่างน้อยหนึ่งรายการ การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้โฆษณามีประโยชน์และให้ข้อมูลมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ และควรช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กแสดงผลิตภัณฑ์และบริการของตนได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนหนึ่งของการอัปเดตอัลกอริทึมโฆษณา Google ทำให้ Google เลิกใช้โฆษณาแบบข้อความมาตรฐานที่ใช้มานานหลายปี แต่จะถูกแทนที่ด้วย “โฆษณาแบบข้อความที่ขยายออก” ซึ่งใหญ่ขึ้นสูงสุด50 % การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ธุรกิจมีพื้นที่มากขึ้นในการแสดงผลิตภัณฑ์และบริการของตน และเพื่อดึงดูดผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

Google จะแนะนำ คุณลักษณะใหม่ “แคมเปญท้องถิ่น” ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจกำหนดเป้าหมายโฆษณาไปยังลูกค้าในสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีสถานที่ตั้งหลายแห่งหรือให้บริการลูกค้าในภูมิภาคต่างๆ แคมเปญในพื้นที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มต้นโฆษณาบน Google ได้ง่ายขึ้น และจะช่วยให้เข้าถึงผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าได้มากขึ้น

Google กำลังขยายความสามารถของ ” Smart Bidding “ เพื่อรวมปัจจัยต่างๆ มากขึ้น เช่น ประวัติ Conversion และสัญญาณบริบท ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของเราได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากแคมเปญโดยการปรับราคาเสนอโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขแบบเรียลไทม์

Google กำลังเพิ่มการมุ่งเน้นไปที่อุปกรณ์พกพาตาม การอัป เดต Google Ads API ผู้คนจำนวนมากขึ้นใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพื่อค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์และตัดสินใจซื้อ ดังนั้น โฆษณาทั้งหมดจะต้องตอบสนองบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

Google กำลังเปลี่ยนวิธีการกำหนด “คะแนนคุณภาพ” คะแนนคุณภาพเป็นเมตริกที่กำหนดว่าโฆษณาของคุณมีความเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อผู้ใช้มากน้อยเพียงใด ยิ่งคะแนนคุณภาพของคุณสูงเท่าใด โฆษณาของคุณก็จะมีโอกาสแสดงต่อผู้ใช้มากขึ้นเท่านั้น ธุรกิจต้องสร้างโฆษณาที่เขียนอย่างดีและมีความเกี่ยวข้องสำหรับกลุ่มเป้าหมายของตน นอกจากนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของ Google AdWords ธุรกิจควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์และหน้า Landing Page ของเรานั้นมีคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับผู้ใช้

Google กำลังทำการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับอัลกอริทึม “อันดับโฆษณา” ลำดับโฆษณาเป็นตัวกำหนดตำแหน่งที่โฆษณาของคุณจะปรากฏบนหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา (SERP) ในปี 2023 Google จะพิจารณา “คุณภาพของโฆษณา” ในการพิจารณาลำดับโฆษณา คุณภาพของโฆษณาขึ้นอยู่กับอัตราการคลิกผ่าน อัตราการแปลง และประสิทธิภาพที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าหากคุณต้องการให้โฆษณาของคุณปรากฏใน SERP ที่สูงขึ้น คุณต้องสร้างโฆษณาที่ทำงานได้ดีและเปลี่ยนผู้ใช้ให้เป็นลูกค้า

สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่องอื่นๆได้ที่:

สรุป

การอัปเดต Google Adsในปี 2023 มีแนวโน้มที่จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ด้วยการสร้างแคมเปญที่เกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมมากขึ้นโดยกำหนดเป้าหมายไปยังผู้ชมหลัก ผู้ใช้งานควรจะได้รับการมีส่วนร่วมมากขึ้นและผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยการแนะนำเหตุการณ์เสมือนจริง โฆษณาเชิงสนทนา และรูปแบบโฆษณาเชิงโต้ตอบ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด สุดท้าย ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมจากการอัปเดตใหม่เหล่านี้ จะไม่มีปัญหาในการขาดโอกาสในการปรับปรุง ROI หรือขยายการเข้าถึง

สำหรับธุรกิจใดกำลังมองหา ตัวช่วยการทำการตลาด บน Google Ads สามารถติดต่อกับทาง Fast tacks ได้เลยครับ ทางเรายินดีให้บริการ

Fast tacks บริการรับทำการตลาดออนไลน์

อัปเดต Google Ads ที่นักการตลาดต้องรู้ ปี 2023 Read More »

อัปเดต Google Ads ที่นักการตลาดต้องรู้ ปี 2023

วิธีเพิ่มตะกร้าในคลิป tiktok ทำอย่างไร?

บทความนี้จะมาสอนวิธีเพิ่มตะกร้าในคลิป Tiktok ทำอย่างไร เพื่อที่ เราจะสามารถทำ Content และแปะลิงก์สินค้าของเรา รวมไปถึงการทำนายหน้า Tiktok ได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้อย่าง ง่ายขึ้น มาดูกันได้เลยครับ สำหรับมือใหม่ ที่กำลังเริ่มขายสินค้าบน tiktok และเริ่มทำนายหน้า Tiktok shop

ขั้นตอนการเพิ่มลิงก์สินค้าในวิดีโอและไลฟ์สตรีม tiktok มาดูกันได้เลย

1.วิธีเพิ่มลิงก์สินค้าในคลิป Tiktok

  1. อัปโหลดวิดีโอที่มีเนื้อหาแสดงสินค้าที่เพิ่มลิงก์เท่านั้น
  2. เลือก “เพิ่มลิงก์” สินค้า
  3. เลือก “สินค้า” สัญลักษณ์กระเป๋ากรอบสีเหลือง และเลือกสินค้าที่มีเนื้อหาในวิดีโอ จากนั้นแก้ไขชื่อตะกร้าสินค้าให้มีความน่าสนใจ
  4. โพสต์วิดีโอพร้อมลิงก์สินค้าที่เราต้องการ

ตัวอย่าง:การวิธีเพิ่มลิงก์สินค้าในคลิป Tiktok

2.วิธีเพิ่มลิงก์สินค้าในไลฟ์ tiktok

  1. เลือก “Live” จากนั้นเลือกไอคอน “ธุรกิจ”
  2. เลือก “เพิ่มสินค้า”
  3. เลือก “เพิ่มจากร้านค้า”
  4. เลือก “เพิ่ม”
  5. กดกลับไปหน้า “ก่อนหน้า” เพื่อตรวจสอบสินค้า
  6. กดกลับไปยังหน้าไลฟ์
  7. เลือก “เริ่ม Live”

วิธีเพิ่มตะกร้าในคลิป tiktok ทำอย่างไร? Read More »

วิธีเพิ่มตะกร้าในคลิป tiktok ทำอย่างไร?

ออกแบบเว็บไซต์อย่างไร ให้ดูน่าเชื่อถือ

การสร้างเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บสำหรับขายของออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการออกแบบเว็บไซต์ให้มีความน่าเชื่อถือโดยหลักในการออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด ก็จะต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

11 อย่างที่ต้องมีของการออกแบบเว็บไซต์ให้ดูน่าเชื่อถือ

มาดูกันได้เลย ลุย

1.ความทันสมัย

เว็บไซต์ที่ดี น่าสนใจ และสามารถสะกดลูกค้าให้กล้ากดสั่งซื้อสินค้าบนหน้าเว็บมากขึ้น ก็คือความทันสมัย ดังนั้นจึงควรออกแบบเว็บให้มีความทันต่อยุคสมัยอยู่เสมอ และคอยปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าเว็บหรืออัปเดตสินค้า ข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เว็บมีความเป็นปัจจุบัน ไม่ดูเหมือนเว็บที่ถูกปล่อยร้างจนเกินไป

2.ความเป็นศิลปะ

ศิลปะ เป็นสิ่งที่จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีสันหรือการเล่นลวดลายต่างๆ ดังนั้นจึงควรสร้างเว็บให้ดูเป็นงานศิลปะ ที่สามารถสื่ออารมณ์ถึงผู้รับชมได้ดี และบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าและบริการได้อย่างดีเยี่ยม แต่ทั้งนี้สีสันที่นำมาใช้ในการออกแบบควรจะมีความกลมกลืนและไม่ดูรกตาจนเกินไป ที่สำคัญคือจะต้องตรงตามกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

3.มีข้อมูลผู้ขายชัดเจน

เว็บไซต์จะมีความน่าเชื่อถือมากขนาดไหน ขึ้นอยู่กับการลงข้อมูลผู้ขายว่ามีความครบถ้วน และเป็นข้อมูลที่จริงแท้เพียงใด โดยข้อมูลหลักๆ ที่จำเป็นต้องมี ก็คือ ชื่อของบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร แผนที่ร้านค้า แฟกซ์ (ถ้ามี) และช่องทางการติดต่ออื่นๆ ที่สามารถติดต่อได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้หากมีการจดทะเบียนพาณิชย์พร้อมและมีหลักฐานชัดเจน ก็จะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

4.อย่าเน้น Hard Sell มากไป

หน้าเว็บไซต์หากมีโฆษณาหรือ Pop up ต่างๆ ขึ้นมารบกวนมากเกินไป จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อหน่ายและรำคาญได้ โดยเฉพาะหากโฆษณาเหล่านั้นขึ้นมาปิดตรงส่วนของเนื้อหาที่ลูกค้าสนใจพอดี นอกจากนี้ก็รวมถึงพวกแบบฟอร์มติดต่อกับทางร้านด้วย ไม่ควรออกแบบให้มาอยู่บนหน้าเว็บหลัก เพราะหากลูกค้าสนใจก็จะเข้าไปยังหน้าติดต่อและกรอกแบบฟอร์มเอง ดังนั้นจึงควรใช้ Hard Sell ให้มีความเหมาะสมที่สุด

5.อ้างถึงระยะเวลาที่เปิดให้บริการ

เว็บไซต์ที่มีการเปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน จะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ชมได้มากขึ้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะยึดความเชื่อที่ว่า เว็บไซต์หรือร้านที่เปิดขายสินค้ามาอย่างยาวนานมักจะเป็นเว็บที่ไม่โกง การอ้างถึงระยะเวลาที่เปิดให้บริการมาแล้ว ควรอ้างตามความเป็นจริง ไม่ใช่พึ่งเปิดได้เพียงเดือนเดียว แต่อ้างไปเป็น 10 ปี

6.ตัวอักษรมีความโดดเด่น อ่านง่าย

ตัวอักษรที่ใช้จะต้องมีความโดดเด่นและสามารถอ่านได้ง่าย โดยให้เลือกตัวอักษรที่มีขนาดพอเหมาะ มีการลดหลั่นขนาดกันตามลำดับหัวข้อ ใช้สีตัวอักษรที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัด และเลือกฟ้อนท์ที่มีความเป็นมาตรฐานที่สุด สำหรับฟ้อนท์แปลกๆ ที่อาจจะดูสวยแปลกตาแต่อ่านยากสำหรับคนทั่วๆ ไป ไม่ควรนำมาใช้เด็ดขาด

7.อัพเดตหรือนำเสนอข้อมูลอยู่ตลอด

เว็บไซต์ที่ไม่มีการอัพเดตใดๆ เลย มักจะถูกมองว่าเป็นเว็บที่ปล่อยทิ้งร้างและทำให้ลูกค้าเกิดความลังเลว่าร้านนี้แม่ค้ายังขายสินค้าอยู่หรือเปล่า เมื่อสั่งซื้อแล้วจะได้รับสินค้าไหม และตัดสินใจไม่ซื้อในที่สุด ดังนั้นจึงควรมีการอัพเดตข้อมูล ความเคลื่อนไหวต่างๆ อยู่ตลอดเวลา หรือจะเป็นการอัพสินค้าใหม่ๆ เพิ่ม นำบทความมาลง ก็จะทำให้เว็บดูมีการเคลื่อนไหวและน่าเชื่อถือได้ดี

8.สะกดอักษรให้ถูกต้อง

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะขึ้นชื่อว่าเป็นยุคที่ภาษาไทยวิบัติ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่เริ่มใช้ภาษาโซเชียลที่เป็นภาษาแปลกๆ กันมากขึ้น แต่การทำเว็บไซต์ ก็ยังควรเน้นการสะกดตัวอักษรให้มีความถูกต้องมากที่สุดอยู่ดี และต้องมีความสวยงาม น่าอ่าน มีการเว้นวรรคอย่างถูกต้องดูเป็นระเบียบด้วย โดยเฉพาะหากเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะต้องเขียนให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และแกรมม่า จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาดูข้อมูลในเว็บไซต์ได้ดี

9.บอกถึงวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน

คนส่วนใหญ่มักจะอ่านข้อมูลบนเว็บไซต์แบบผ่านๆ และไม่ชอบอ่านข้อมูลที่มีความยาวจนเกินไป ดังนั้นในส่วนของเนื้อหา ขั้นตอนการสั่งซื้อ การจ่ายเงิน การรอรับสินค้าต่างๆ ควรเขียนให้มีความกระชับและบอกถึงวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนมากที่สุด เช่น ต้องการทำเว็บไซต์ สนใจคลิกที่นี่ (ให้ใส่การเชื่อมโยงเข้าไปยังหน้าเว็บการสั่งซื้อ

เพื่อให้ลูกค้าคลิกเข้าสู่หน้าเว็บตามวัตถุประสงค์ได้เลย) หรือหากมีโปรโมชั่นอะไรก็ให้บอกอย่างชัดเจน ไม่อ้อมค้อมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งการบอกถึงวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนนี้ จะทำให้ลูกค้าทราบทันทีว่าแม่ค้าต้องการสื่ออะไร และถ้าอยากซื้ออยากได้โปรโมชั่นจะต้องทำอย่างไร ด้วยความชัดเจนนี่เองที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและอยากซื้อสินค้ากับทางร้านมากขึ้น

10.อ้างอิงถึงผู้ที่เคยใช้บริการแล้ว

การอ้างอิงถึงผู้ที่เคยใช้บริการแล้ว จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ดีมาก อาจมีการอ้างถึงและแคปภาพรีวิวจากลูกค้ามาลงบนหน้าเว็บ หรือเปิดให้ลูกค้าเข้ามารีวิวได้แบบอิสระ ด้วยการเล่าประสบการณ์การใช้สินค้าของทางร้านว่าดีแค่ไหน นอกจากนี้หากเป็นการอ้างอิงถึงผู้ใช้ที่เป็นดาราก็จะยิ่งดึงดูดลูกค้าให้เกิดความสนใจมากขึ้น

11.แสดงถึงรางวัลที่เคยได้รับ

หากร้านเคยได้รับรางวัลมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรางวัลร้านดีเด่นหรือรางวัลอะไรที่สามารถแสดงถึงความน่าเชื่อถือได้ ก็ให้นำมาแสดงบนหน้าเว็บ เพราะรางวัลเหล่านี้จะบอกได้ถึงการมีตัวตนของร้าน และทำให้ร้านมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หากมีข่าวที่เกี่ยวกับธุรกิจของตนในด้านดี ก็แนะนำให้นำมาแสดงไว้ที่เว็บไซต์เช่นกัน

อ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่

สรุป

การสร้างความเชื่อถือให้กับเว็บไซต์มีมากมายหลายวิธี โดยทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ที่จะทำให้ลูกค้าและผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์เกิดความสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้า สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย ก็คือช่องทางการติดต่อและข้อมูลของผู้ขายอย่างละเอียด เพราะแสดงได้ถึงความมีตัวตนของเจ้าของร้าน การออกแบบเว็บไซต์ จะต้องให้ความใส่ใจในหลายๆ องค์ประกอบ

โดยเฉพาะโครงสร้างของเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บดูมีความน่าเชื่อถือ และสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่พบเห็นได้ ดังนั้นสำหรับคนที่ต้องการทำเว็บไซต์ จึงควรให้ความใส่ใจกับการออกแบบเป็นหลัก โดยเฉพะการออกแบบให้ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการ

FAST TACKS บริการรับออกแบบเว็บไซต์

ออกแบบเว็บไซต์อย่างไร ให้ดูน่าเชื่อถือ Read More »

ออกแบบเว็บไซต์อย่างไร ให้ดูน่าเชื่อถือ

7 เครื่องมือ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์บนเว็บไซต์

สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาแต่ไม่เคยติดตั้ง เครื่องมือ Data Analytics ก็เหมือนเราทำธุรกิจและร้านค้าแต่ไม่รู้จักกับลูกค้าเลย จะทำโปรโมชั่นหรือจัดระเบียบข้อมูลบริการให้เข้าถึงลูกค้าแบบรวดเร็วหรือตามความต้องการก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลให้อ้างอิงเลยแม้แต่น้อย ทุกวันนี้โลกธุรกิจกับโลกอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว จึงทำให้เกิดปริมาณข้อมูลในแต่ละวันอย่างมหาศาล

ข้อมูลเหล่านี้คือทรัพยากรที่มีค่า ทั้งในด้านความรู้และเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์กับธุรกิจของเราได้ หลายคนกล่าวไว้ว่า Data is new oil เพราะข้อมูลที่เจาะลึกจะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ไปได้ไกลเมื่อเรามีข้อมูลหรือ Data มากเพียงพอ

Data Analytics คืออะไร ?

Data Analytics คือ การวิเคราะห์ข้อมูลที่เราได้มาจากการจัดเก็บในช่องทางต่าง ๆ หรือ ได้ข้อมูลมาจาก Big Data Services ต่าง ๆ เช่น Google Trend เพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายโดยใช้ข้อมูลที่มีนำไปวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ธุรกิจไปถึงเป้าที่วางไว้ เช่น ถ้าหากคุณมีเว็บไซต์ขายสินค้าและมีสินค้าประมาณ 1000 SKU

คุณอาจจะมีข้อมูลว่าสินค้าไหนขายดีที่สุด หรือสินค้าไหนคนดูเยอะสุดแต่กลับขายได้ไม่ตามเป้า ตรงนี้ก็จะสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาสินค้าที่คนดูเยอะแต่ขายได้น้อยก็เป็นไปได้

เครื่องมือ Data Analytics สำหรับเว็บไซต์แยกได้เป็น 2 ประเภท

ประเภทที่ 1 Demographic

เป็นเครื่องมือที่จะช่วยเก็บข้อมูลทางประชากร ประกอบด้วยลักษณะเฉพาะของประชากร เช่น เพศ อายุ ประเทศ จังหวัด หรือเรียกได้ว่าเป็นข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณทางประชากรศาสตร์

ประเภทที่ 2 Behavior

เป็นเครื่องมือที่จะเก็บประวัติการกระทำหรือพฤติกรรมต่าง ๆ บนเว็บไซต์เช่น การคลิก การเปิดหน้า การเลื่อนขึ้นเลื่อนลง รวมถึง Flow ตั้งแต่เข้ามาใช้เว็บไซต์จนถึงปิดเว็บไซต์

เมื่อรู้จักกับประเภทของเครื่องมือ Data Analytics ทั้ง 2 แบบแล้ว ต่อไปเรามาดู 7 เครื่องมือที่เราอยากจะแนะนำให้ได้ไปลองติดตั้งบนเว็บไซต์เพื่อเก็บ Data และนำไปวิเคราะห์วัดผลตามเป้าหมายที่ธุรกิจได้วางเอาไว้

7 เครื่องมือ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์ผู้ใช้งานบนเว็บไซต์

1.Google Analytics

เครื่องมือพื้นฐานที่เกือบทุกเว็บบนโลกอินเตอร์เน็ตใช้งาน โดยความสามารถจะช่วยเก็บข้อมูลได้ทั้ง Demographic และ Behavior แต่ข้อมูลที่ได้จะเป็นภาพรวมไม่เจาะจงไปที่ Presonal Data เช่น นาย A เข้ามาหน้าเว็บแล้วทำอะไรต่อ แต่จะเป็นข้อมูลที่ได้นำหลากหลายผู้ใช้คำนวนออกมาเป็น 1 ชุดข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ได้จาก Google Analytics ถือว่าเป็นข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้อันดับต้น ๆ ของโลก

จากผลสำรวจเมื่อปี 2021 เว็บไซต์ที่ใช้งาน Google Analytics มีจำนวนมากกว่า 30 ล้านเว็บไซต์และมีอัตราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุผลง่าย ๆ ที่มีคนใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะฟรีและใช้งานได้สะดวก

2.Google Search Console

นอกจากจะอยากรู้ว่าใครเข้าเว็บไซต์ อีกสิ่งที่อยากรู้เพื่อจะนำข้อมูลไปต่อยอดได้ก็คือ เว็บไซต์ของเราถูกค้นหาเจอจาก คำค้นหาอะไร (Keyword) ตัว Google Search Console จะช่วยให้เราได้รู้ว่า คำค้นหาที่ติดอันดับในหน้าของ Google จากเว็บไซต์มีคำว่าอะไรบ้าง นอกจากนี้ตัวเครื่องมือยังจะช่วยสำรวจหน้าที่ผิดปกติ Page Not found 404 ได้อีกด้วย

ฟีเจอร์ที่เด่น ๆ ของ Google Search Console คือ

การดูจำนวนคนที่คลิกเข้ามาดูเว็บไซต์จากการค้นหาแบบ Organic
การดูคำค้นหา Keywords ที่ติดอันดับแล้วคลิกเข้ามายังเว็บไซต์
การดูความถี่ในการแสดงผล (Impression) บนหน้า Search ของ Google
การดูจำนวนคลิกที่เกิดขึ้นจาก Keywords
สามารถติดตั้ง Google Search Console ได้ที่ https://search.google.com/search-console/

Google Search Console เครื่องมือ Data Analytics ที่ใช้ดูคำค้นหาของเว็บไซต์

3.Adobe Analytics

นอกจากทางฝั่ง Google จะมีการสร้างเครื่องมือสำหรับเก็บ Data Analytics ยักย์ใหญ่อย่าง Adobe ก็ไม่น้อยหน้าสร้าง Adobe Analytics ขึ้นมาแข่ง ฟีเจอร์ด้านในมีความสามารถใกล้เคียงกับ Google Analytics แต่มีข้อดีคือการออกแบบ Interface ด้านในจะดูสวยและน่าใช้งานมากกว่า

4.Etracker

ถ้าคุณกำลังมองหา Data Analytics ที่มีความ Privacy ของ Data สูง ๆ Etracker ถือว่าตอบโจทย์ เพราะปัจจุบันหลายบริษัทคำนึงของเรื่อง Privacy Data เป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นบริษัทต่างชาติเรื่องนี้สำคัญที่สุด ถึงชื่ออาจจะไม่คุ้นหูแต่ตัว Etracker ความสามารถไม่ได้น้อยไปกว่า Data Analytics เจ้าดังอย่าง Google หรือ Adobe เลย นอกจากการเก็บข้อมูล Data แล้ว ฟีเจอร์ที่เอาไว้ทำ UX Analysis ก็มีให้ใช้งาน

Etracker ทดลองใช้ฟรีได้ 30 วัน ใครอยากไปทดสอบความสามารถเข้าไปสมัครและติดตั้งได้ที่ www.etracker.com

5.Matomo

อีกเครื่องมือ Data Analytics ที่เป็น Open Source คล้ายกับ Google Analytics โดยจุดเด่นคือเรื่อง การปกป้อง Data และ Privacy ของผู้เข้าใช้เว็บไซต์ มีหลายบริษัทที่เลือกใช้ Matomo เพราะจุดเด่นเรื่องนี้ ตัวเครื่องมือจะจัดเก็บ Data ไปยังพื้นที่จัดเก็บของเราหากพื้นที่เต็มจะไม่สามารถจัดเก็บได้ หากต้องการตัดปัญหาเรื่องพื้นที่เต็มก็สามารถใช้บริการจัดเก็บข้อมูลแบบ On Cloud ของ Matomo ได้

6. Hotjar

นอกจากอยากจะรู้ Data ที่เป็น Demographic อีกสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ขึ้นก็คือ Behavior Data เครื่องมือเก็บประวัติการกระทำหรือพฤติกรรมต่าง ๆ บนเว็บไซต์ เช่น การคลิก การเลื่อนดูข้อมูลบนหน้าเว็บ Hotjar คือ เครื่องมือ Data Analytics ประเภท Heatmaps and Behavior

บางครั้งเราออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์และอยากรู้ว่าการวางลำดับข้อมูลนั้น User จะกดหรือเลื่อนผ่าน การติดตั้ง Heatmap and Behavior Data Analytics จะช่วยตอบคำถามได้

7.Mouseflow

อีก 1 Heatmaps and Behavior Data Analytics การเก็บ Data ของ Mouseflow จะมีการเก็บ Mouse Movement การลากเมาส์ของ User, การคลิก, การเลื่อนดูข้อมูล Scrolling และ การกรอกฟอร์ม โดยทั้งหมดจะถูกบันทึกเป็นรายคนและนำมาวิเคราะห์ออกมาสรุปเป็นภาพรวม Mouseflow สามารถใช้งานได้ฟรี 500 การบันทึก/เดือน

อ่านเพิ่มเติมเรื่องอื่นๆได้ที่:

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเครื่องมือ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์ ในการทำความเข้าใจ insights ของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ และบอกได้เลยครับว่าเครื่องมือในการวิเคราะห์แต่ละตัวนั้นมีความสามารถโดดเด่น และการเก็บข้อมูลหรือการดูข้อมูลนั้น ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับงานของเราด้วยนะครับ อย่างไรแล้วไปลองใช้งานกันดูนะครับ ว่าเครื่องมือ Data Analytics จะเป็นตัวที่ชนะใจคุณ

FAST TACKS บริการรับทำการตลาดออนไลน์

7 เครื่องมือ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์บนเว็บไซต์ Read More »

7 เครื่องมือ Data Analytics สำหรับวิเคราะห์ User บนเว็บไซต์

Tiktok shop เสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ มาดูกัน?

แพลตฟอร์มที่ซื้อง่ายขายคล่องมาแรงสุด ๆ ในช่วงนี้คงหนีไม่พ้น TikTok หรือที่เรียกกันว่า ‘TikTok Shop’ ย้อนไปในช่วงแรกที่ TikTok ยังเป็นแค่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น บรรดาอินฟลูทั้งหลายก็เริ่มทำคลิปรีวิว แนะนำสินค้า บริการมากมาย แล้วแปะลิงก์ร้านค้าที่เชื่อมไปยังแพลตฟอร์มขายอื่น จนทำให้กระแสแปะพิกัดสินค้านั้นบูมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ด้วยโอกาสที่ TikTok เล็งเห็นว่าแพลตฟอร์มของตัวเองนั้นสามารถเป็นได้มากกว่าแค่การสร้างวิดีโอสั้นจึงรีบพัฒนาฟีเชอร์ TikTok Shop ออกมาให้ใช้กัน เพราะอยากเป็นแพลตฟอร์มที่ครบวงจร และเป็นทั้ง Shoppertainment ที่ให้ผู้ใช้งานได้เสพคอนเทนต์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ บันเทิง หรือขายของ พอเจอของถูกใจก็สั่งซื้อในแพลตฟอร์มได้ทันที เป็นทุกอย่างที่ผู้บริโภคต้องการในยุคนี้จริง ๆ นี่ยังไม่รวมกับฟีเชอร์ค้นหาที่แพลตฟอร์มทำขึ้นมาเพราะมีผู้ใช้เริ่มใช้มันค้นหาสิ่งที่ต้องการแทนการเข้า Google อีกนะ

ว่าแล้วก็เข้าเรื่องกันดีกว่า ไหนใครมีแบรนด์ของตัวเองแล้วกำลังวางแผนว่าจะตั้งร้านบน TikTok Shop กันบ้าง ? เราได้รวบรวมข้อมูลสิ่งที่คุณต้องรู้ ก่อนการเปิดTikTok Shop มาให้ที่นี่ครบทุกเรื่องแล้ว

รู้ก่อนเปิดร้านใน TikTok Shop

ก่อนจะเปิดร้านใน TikTok Shop ทางแพลตได้ตั้งกฎระเบียบเหล่านี้ไว้ มีดังนี้

  1. ผู้ขายใน TikTok Shop จะต้องเป็นคนไทย และจดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้น
  2. ผู้ขายที่จะเปิดTikTok Shop จะต้องมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป
  3. ต้องกรอบข้อมูลรายละเอียดครบถ้วนและถูกต้องตามจริง
  4. การตั้งชื่อร้านใน TikTok Shop จะต้องสอดคล้องกับสินค้าที่จะขาย หรืธุรกิจที่ทำ
  5. ห้ามตั้งชื่อร้านที่เกี่ยวกับ TikTok โดยเด็ดขาด หรือมีคำว่า TikTok (จำไว้ให้ขึ้นใจ)
  6. ไม่อนุญาตให้ร้านค้าใช้ชื่อซ้ำกับร้านค้ารายอื่นบน TikTok

หากคุณยังไม่มีร้านค้าบน tiktok shop ผมแนะนำให้คุณอ่านและสามารถทำตามบทความนี้ได้เลย: สมัคร tiktok shop

การเก็บค่าธรรมเนียมของ TikTok Shop

  • หลังจากได้รับคำสั่งซื้อแล้ว TikTok Shop จะหักค่าธรรมเนียมออกจากรายได้สุทธิของผู้ขายในทุกคำสั่งซื้อ คือ 4% ของยอดรวมคำสั่งซื้อ หรือขั้นต่ำ 5 บาทต่อคำสั่งซื้อ

  • กรณีคำสั่งซื้อขนาดเล็ก TikTok Shop จะเรียกเก็บจากผู้ซื้ออยู่ 2 แบบคือ ถ้ายอดรวมคำสั่งซื้อมากกว่าหรือเท่ากับ 100 บาท จะไม่มีการเรียกเก็บค่าคำสั่งซื้อขนาดเล็ก และมียอดรวมคำสั่งซื้อน้อยกว่า 100 จะเรียกเก็บค่าคำสั่งซื้อขนาดเล็กตามกฎที่กำหนด = 100 บาท – (ยอดรวมสินค้าก่อนหักส่วนลด – ส่วนลดจากผู้ขาย – ส่วนลดจาก TikTok Shop )

สิ่งที่เราต้องควรระวัง

จากปัญหาส่วนใหญ่ที่พ่อค้าแม่ค้าเจอบน TikTok Shop คือระบบยังไม่ค่อยเสถียรเท่าที่ควร ยังคงต้องปรับและพัฒนาฟีเชอร์ไปเรื่อย ๆ บวกกับปัญหาเรื่องการถอนเงินบน TikTok Shop ที่หลายคนบ่นว่าล่าช้าและยุ่งยาก ทางร้านค้าอาจจะต้องมีการสำรองเงินส่วนหนึ่งไว้ด้วย

เดี๋ยวหมุนเงินกันไม่ทัน เพราะต้องรอถอนเงินประมาณ 14 วัน และยังมีปัญหาเรื่องการตามพัสดุบ้างเล็กน้อยที่ทางร้านอาจต้องติดต่อกับบริษัทขนส่งเอง

วิธีเปิดร้านบน TikTok Shop พร้อมขายแบบ มืออาชีพ

  1. ขั้นแรกของการเปิดร้านบน TikTok Shop ก็คือ ต้องทำการลงทะเบียนก่อน สามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ที่ลิงก์นี้เลย https://seller-th.tiktok.com หากใครมีบัญชี TikTok อยู่แล้วก็ใช้ ID นั้นสมัครขายของบน TikTok Shop ได้เลย หรือจะลงทะเบียนใหม่โดยใช้โทรศัพท์และอีเมลก็ได้
  2. หลังจากกรอกข้อมูลเพื่อทำการลงทะเบียนเปิด TikTok Shop แล้ว ต้องทำการยืนยันข้อมูลการติดต่อด้วยหมายเลขโทรศัพท์ และกรอกรหัสที่ได้รับใน SMS
  3. หลังจากนั้นต้องทำการตรวจสอบประเทศที่เราจะขายให้เรียบร้อย เพราะคุณไม่สามารถขายของใน TikTok Shop นอกเหนือจากประเทศที่ลงทะเบียนได้ ตรวจสอบเสร็จก็กดเริ่มขายเพื่อไปขั้นตอนถัดไป
  4. ขั้นตอนถัดมาคือการตั้งค้าร้านค้า เพื่อจะได้เริ่มขายใน TikTok Shop โดยการกรอกข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ผู้ขายสามารถเพิ่มสินค้าและโปรโมชันได้ตามเมนูด้านข้าง
  5. มาถึงขั้นตอนการตั้งชื่อร้านค้า และส่งเอกสารยืนยันตัวตน (การตั้งชื่อร้านค้า ตั้งแล้วจะไม่สามารถขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อได้อีกนะ ถ้ามีการยืนยันตัวตนไปแล้ว)
  6. ขั้นสุดท้ายคือการกดเมนูเพิ่มผลิตภัณฑ์ และใส่รายละเอียดของสินค้าลงไป เมื่อครบแล้วก็เริ่มขายใน TikTok Shop ได้เลย เมื่อเพิ่มสินค้าในร้านแล้ว ผู้ขายสามารถ Tag สินค้าของตัวเองลงไปในคลิปตัวเองได้เลย เผื่อมีคนเห็นคลิปแล้วสนใจก็คลิกสั่งได้ตรงนั้นเลย

สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การลงสินค้าใน tiktok shop ได้ที่

ทริคขายของบน TikTok Shop ให้ยอดปัง

เล่นกับกระแสอยู่ตลอด

ขยันทำคลิปตามกระแสบ่อย ๆ แต่ก็อย่าลืมที่จะพยายามทำให้สินค้านั้นสอดคล้องไปกับคลิปนั้นได้อย่างแนบเนียนด้วยนะ ยิ่งสร้างสรรค์ ยิ่งสนุกคอนเทนต์ที่คุณสร้างก็อาจติดกระแสกลายเป็นไวรัลได้ง่าย ๆ เมื่อคลิปกลายเป็นไวรัลมีคนสนใจมาก อัลกอริทึมของ TikTok ก็จะยิ่งผลักดันที่คลิปของคุณแสดงในหน้าฟีดบ่อยขึ้น ซึ่งมันจะส่งผลให้สินค้าใน TikTok Shop ของคุณที่ Tag ไว้ในคลิปนั้นขายได้มากขึ้นยังไงล่ะ

จ่ายเงินโฆษณาบ้างก็ดีนะ

ใครที่ลองทำคอนเทนต์หลากหลายแนวก็แล้ว ลงคลิปบ่อยก็แล้วยังไม่เวิร์ก ก็สามารถยิงโฆษณาบน TikTok ให้คนเห็นเรามากขึ้นก็ได้ แต่ต้องเปิดบัญชีโฆษณาก่อนนะ ซึ่งรูปแบบของการเลือกยิงโฆษณาก็มีหลายแบบ เช่น

– Brand Takeovers : จะแสดงขึ้นมาให้เห็นเวลาเราเปิดแอปฯ TikTok ความยาว 3-5 วินาที

– Top View : อยู่ด้านบนแอปฯ หรือตำแหน่งที่ดีที่สุด ความยาวสูงสุด 60 วินาที

– In-Feed : แฝงตัวอยู่บนหน้า Feed for You อย่างแนบเนียน

– Sponsored Hashtag Challenges : ให้ผู้ใช้อื่นเข้ามาร่วมทำ Challenge ที่เรากำหนดได้

– Branded Effects : แบรนด์สามารถทำ AE, Effect และ Filter ให้ผู้ใช้เข้ามาร่วมเล่นได้

ใช้ Influencer รีวิว, แนะนำสินค้า

ให้บรรดา Influencer มาช่วยรีวิว โปรโมต หรือแนะนำสินค้าให้ก็ช่วยเพิ่มยอดขายให้แบรนด์ได้ดีเลยนะ แล้วให้อินฟลูช่วยติด Tag สินค้า หรือ Tag บัญชีร้านค้าแล้วปักหมุดก็ได้

Affiliate Marketing

อีกไอเดียที่ดีมาก ๆ และได้วิน ๆ ทั้งครีเอเตอร์และร้านค้าที่เปิด TikTok Shop ก็คือการใช้กลยุทธ์ Affiliate ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นดารา คนดัง เป็นกลุ่มคนทั่วไปก็ได้ แล้วให้ติด Tag สินค้าใน TikTok Shop ในคลิปที่โพสต์ หากคำสั่งซื้อเยอะ พวกเขาก็จะได้เปอร์เซ็นต์จากการสั่งซื้อนั้นไปด้วย

โปรโมทคูปองหรือโค้ดส่วนลด


ทางร้านค้าที่มี TikTok Shop ก็สามารถสร้างคูปอง แจกโค้ดส่วนลด หรือจัดโปรโมชันต่าง ๆ ได้ เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่มีข้อแม้ว่าทางร้านค้าต้องเป็นผู้รับส่วนต่างของราคาที่ลดเองนะ

ร่วมแคมเปญบ่อย ๆ พร้อมติด Hashtag

อีกทริคที่ช่วยร้านที่พึ่งเปิด TikTok Shop ได้ก็คือร้านค้าขยันเข้าร่วมแคมเปญที่ทำ TikTok ทำบ่อย ๆ จะช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น และเพิ่มยอดขายได้ แล้วอย่าลืมติด Hashtag เวลาโพสต์คลิปด้วยนะ ผู้บริโภคส่วนหนึ่งก็มักจะค้นหาสิ่งที่สนใจผ่านแฮชแท็กเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ: การขายสินค้าบน tiktok shop ให้ปัง

สรุป

เพราะปัจจุบัน TikTok shop เป็นแพลตฟอร์มที่มาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับฟีเชอร์ที่ออกมาเอื้ออำนวยทั้งฝั่งร้านค้าและผู้ใช้งานสำหรับการช้อปที่ง่ายกว่าเดิม เช่น การแจกส่วนลดให้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่าเดิมด้วย, สิทธิประโยชน์สำหรับช่วยเหลือร้านค้าที่อยากเริ่มต้นธุรกิจบน TikTok Shop อย่างการคิดค่าธรรมเนียมคอมมิชชั่น 0%, ค่าส่งฟรี หรืออื่น ๆ

การเปิดขายใน TikTok Shop จึงเป็นอีกทางเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก หรือรายใหญ่ที่อยากได้กอบโกยยอดขายนั่นเอง

ใครที่อ่านมาจนจบและทำความเข้าใจแล้ว ก็ตรงดิ่งไปลงทะเบียนแล้วเริ่มขายสินค้าใน TikTok Shop กันได้เลยนะ หากท่านใดกำลังมองหาตัวช่วยด้านการตลาดออนไลน์ สามารถติดต่อทาง fast tack ได้เลยนะครับ

สนใจใช้บริการกับ FAST TACKS

กรอกข้อมูลรายละเอียด

    บริการที่คุณสนใจ

    Tiktok shop เสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ มาดูกัน? Read More »

    ขายของใน tiktok shop เสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ มาดูกัน

    TikTok Trends 2023 มีอะไรบ้าง

    ปี 2023 กันแล้วอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เร็วกว่าจนตามไม่ทัน ก็คือการอัปเดตเทรนด์ใหม่ และแนวโน้มต่อไปในปี 2023 เสียมากกว่า เพราะทุก ๆ แพลตฟอร์มก็จะมีเป้าหมาย และสิ่งดึงดูดเหล่าครีเอเตอร์ และแบรนด์แตกต่างกันไป รวมถึง TikTok ก็มีแนวทางใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาถึงเช่นกัน แต่ใครกลัวตามไม่ทันไม่ต้องห่วง มาดูกันได้เลยว่าปี 2023 สำหรับ Tiktok มีแนวโน้มอะไรบ้าง

    9 แนวโน้มสำคัญใน Tiktok ในปี 2023

    1.TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักของคนยุคนี้

    หากเป็นยุคก่อนเวลาที่ผู้คนตื่นมาคงจะเช็กอีเมล มาจนถึง Facebook และ LINE เป็นปกติ แต่พฤติกรรมของผู้ใช้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่ว่าง เป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีด TikTok หรือแม้กระทั่งตื่นหรือก่อนนอน TikTok ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว

    คนจะใช้เวลากับ TikTok เพิ่มขึ้น

    เพราะคนใช้เวลากับ TiKTok มากขึ้น ระยะเวลาการไถฟีดก็จะมีไปเรื่อย ๆ แอป TiKTok จึงเปรียบเสมือนกับมหาสมุทรคอนเทนต์ หรือ Oceans of Contents ไปแล้ว

    ฉะนั้นไม่ว่าใครที่พึ่งกระโดดเข้ามาในแพลตฟอร์มนี้ หรือเป็นคนที่อยู่ในสนามการแข่งขันคอนเทนต์นี้อยู่แล้ว คงต้องเตรียมแรงผลิตคอนเทนต์เอาไว้ให้เยอะ ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์กับการไถฟีด และการมองเห็นของผู้ใช้ให้มากที่สุดไปด้วย

    แบรนด์จะมาหารายได้จากโฆษณามากขึ้น

    พฤติกรรมของคนเสพ TikTok เพิ่มมากขึ้น และยิ่งคนเยอะ แบรนด์ก็ยิ่งเยอะเช่นกัน เกิดเป็นการแข่งขันทั้งครีเอเตอร์ และแบรนด์ด้วยในการแข่งกันโฆษณาทำให้กลุ่มเป้าหมายของตัวเองมองเห็นบนแพลตฟอร์มนี้

    2.อัปเกรดให้ครีเอเตอร์ และแบรนด์ทำธุรกิจง่ายขึ้น

    ในช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง Facebook, Instagram, YouTube หรือแพลตฟอร์มเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่าง TikTok ต่างก็พากันมีนโยบาย และเครื่องมืออัปเดตใหม่เพื่อสนับสนุนการสร้างคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ให้ง่ายขึ้น

    รวมถึงในด้านแบรนด์ และเอเจนซี TikTok ก็มีการส่งเสริมด้วยรูปแบบการโฆษณาไปพร้อม ๆ กับครีเอเตอร์ให้คอยอัปเดตเทรนด์ และพฤติกรรมผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ทั่วโลกเลยทีเดียว

    พัฒนา Creative Center คอยอัปเดตเทรนด์ทั่วโลก

    Creative Center คือเครื่องมือที่ครีเอเตอร์ แบรนด์ และเอเจนซีสามารถมาอัปเดตกระแสความนิยมของแฮชแท็ก, เพลงที่กำลังมาแรง, ครีเอเตอร์ตัวท็อป และคลิปวิดีโอ TiKTok ที่ปัง ๆ ได้ในครั้งเดียว

    โดยสามารถเลือกส่องความนิยม และเทรนด์บน TikTok ได้ทั่วโลก ซึ่งเลือกประเทศที่จะดูเทรนด์ทั้งหมดนี้ได้ตั้งแต่อันดับ 1-100 หรือจะเลือกเป็นช่วงอย่างเมื่อวาน, 30 วันที่แล้ว หรือแม้แต่ 120 วันที่แล้วก็มีข้อมูลให้เปรีบเทียบ และดูแนวดน้มได้เช่นกัน

    ต่อยอด WooCommerce เสิร์ฟด้าน TikTok Commerce

    WooCommerce คือเครื่องมือ.Open Source ปลั๊กอินที่ช่วยให้แบรนด์สามารถใช้เทคโนโลยี AI ประกอบกับอัลกอริทึมต่าง ๆ ให้ผลิตภัณฑ์กลายเป็นไวรัลได้ โดยการซิงก์ร้านค้า หรือแคตตาล็อกก่อนที่จะเชื่อมต่อกันบน TikTok ได้

    พร้อมมีเครื่องมือการสร้าง in-feed ads หรือโฆษณาที่แฝงไปกับคอนเทนต์หน้าฟีด และ lead gen ads ที่เสิร์ฟโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นด้วย ซึ่ง TikTok จะนำมาต่อยอด และพัฒนาอีกจนสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และครีเอเตอร์ได้

    3.เน้นการเสิร์ชเพื่อ Gen Z โดยเฉพาะ

    Gen Z เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลากับแอป TiKTok มากที่สุด และมีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลก ฉะนั้นการที่ TikTok เริ่มที่จะมาโฟกัสการเป็น Search Engine พ่วงตำแหน่งคู่แข่งของ Google ไปด้วย นับเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้

    เสิร์ชจากคอมเมนต์ง่ายกว่าเสิร์ชจากแฮชแท็ก

    ในตอนนี้เวลาที่ผู้คนจะเสิร์ชหาอะไร การมีแค่ข้อมูลเสิร์ฟให้นั้นไม่เพียงพอ แต่ผู้คนต้องการความมีวิชวลเข้ามาด้วย และ TikTok กับ Instagram ก็นับว่าตอบโจทย์ในการเป็น Search Engine ยุคนี้เป็นอย่างมาก

    แต่ TikTok จะเพิ่มการเสิร์ชจากคอมเมนต์ด้วย ซึ่งตอนนี้เริ่มทำการทดสอบกับผู้ใช้บางกลุ่มแล้ว โดยเพิ่มความสามารถในการเสิร์ช คลิกไปยังคำบนคอมเมนต์ที่ต้องการค้นหาได้ด้วย ‘Searchable Buttons’ เพื่อค้นหาไปยังคำตอบอื่น ๆ จากคลิป หรือครีเอเตอร์คนอื่นที่มีคีย์เวิร์ดเดียวกัน โดย TikToker น่าจะเสิร์ชได้เหมือนกันในอนาคตอันใกล้นี้

    ใช้การเสิร์ชเป็น SEO ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย

    TikTok มีสิ่งที่เหนือกว่าทุกแพลตฟอร์มนั่นก็คือ การเป็นตัวนำเทรนด์โดยที่ไม่ต้องเสิร์ชหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะอัลกอริทึมของ TikTok จะเสิร์ฟคอนเทนต์ตามความสนใจของผู้ใช้แต่ละคนเอง และบางครั้งเราก็เจอสิ่งที่ตามหาอัตโนมัติ หรือบางครั้งก็ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นการไถฟีด TikTok ที่มีแต่ความชอบของเราจึงกลายเป็นเรื่องสนุกที่หยุดไม่ได้

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ: วิธีทำ Tiktok seo ได้ที่นี่

    4.คอนเทนต์ Local จะเพิ่มมากขึ้น

    เมื่อ TikTok เริ่มก้าวเข้าไปในสนาม Search Engine ความเป็นท้องถิ่น หรือคอนเทนต์ ‘near by’ ก็เริ่มถูกฉายสปอตไลท์ไปบ้างแล้วเช่นกัน เพราะเราจะได้เห็นคอนเทนต์จากสถานที่ หรือแถบที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น

    เริ่มมีแนะนำคอนเทนต์ ‘nearby’

    นอกจากฟีด TikTok จะมีแต่คอนเทนต์คลิปวิดีโอที่ตรงตามความชอบ และพฤติกรรมการไถฟีดของผู้ใช้แล้ว ต่อจากนี้ก็จะไปโฟกัสกับคอนเทนต์ท้องถิ่น หรือใกล้เคียงมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเราเรียกว่า near by นั่นเอง

    อาจจมีแท็บ ‘nearby’ ในอนาคต

    แท็บ nearyby ที่ว่าในอนาคต อาจจะเรียกว่าแท็บ ‘Near You’ ที่ไว้ส่องคอนเทนต์จากละแวกใกล้เคียงโดยเฉพาะ และเราก็จะสามารถหาสถานที่ท่องเที่ยว หรือร้านอาหารใกล้เคียงตามสถานที่ ๆ ไปง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเสิร์ชเลยนั่นเอง
    และความเป็น TikTok ทุกคนก็จะสามารถส่องคอนเทนต์ที่มีทั้งการรีวิวจากครีเอเตอร์ที่มีความเป็นกันเองอยู่ด้วย ทำให้ประกอบการตัดสินใจไม่ยากว่าควรไปหรือไม่

    5.เตรียมขยาย Creator Licensing ในการโฆษณา

    ในเมื่อคนหันมาเป็นครีเอเตอร์ หรือเสพคอนเทนต์วิดีโอสั้นบน TikTok เยอะขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างแน่นอนก็คือโฆษณา แต่ TikTok จะไม่ทำให้โฆษณากลายเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับผู้ใช้ ทำให้แบรนด์เลือกที่จะใช้ฟังก์ชัน In-Feed Ads มากขึ้นเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย

    กระตุ้นการดูโฆษณาจากแอคเคานท์ครีเอเตอร์

    หลายคนตามเหล่าครีเอเตอร์บน TikTok เพราะชอบความคิดสร้างสรรค์ ความครีเอทีฟในคอนเทนต์ และ TikTok ก็จะนำสิ่งนี้มาใช้กับโฆษณาด้วย โดยการมี Creator Licensing ให้ครีเอเตอร์เป็นตัวช่วยในการกระตุ้นการดูโฆษณาของแบรนด์ต่าง ๆ มากขึ้น

    ลดการกดข้ามโฆษณาขณะไถจอ

    และหากโฆษณามีความน่าสนใจ และดึงดูดความน่าสนใจให้ดูจนจบเพียงพอ แบรนด์ก็แทบไม่ต้องลงแรงอะไร นอกจากเลือกครีเอเตอร์ให้เหมาะกับแบรนด์ และพร้อมที่จะสร้างคอนเทนต์ให้ผู้ชมดูโดยที่ไม่ต้องกดข้ามโฆษณาเลยนั่นเอง

    6.หลายอุตสาหกรรมจะเริ่มโตบน TikTok

    ช่วงโควิดระบาด นอกจาก TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนความสนุก และความคิดสร้างสรรค์ของคนทั่วโลกแล้ว หลาย ๆ อุตสาหกรรมก็ยังเติบโตมากขึ้น หลังมีการสร้างแคมเปญ หรือสร้างชาเลนจ์ให้คนเล่นตามบน TIkTok อีกด้วย


    Beauty – ความงาม และเครื่องสำอาง
    เครื่องสำอาง บิวตี้บล็อกเกอร์ นับเป็นเทรนด์แรกที่ใครหลาย ๆ คนชอบดูบน TikTok และมันก็กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

    RecipeTok – การทำอาหารตามสูตร
    หากพูดถึง TikTok จะขาดเรื่องของการทำอาหารไปไม่ได้ เพราะผู้คนชอบที่จะได้รู้สูตรการทำต่าง ๆ ที่เข้าถึงง่าย รวมึงทำตามได้เองที่บ้านด้วย

    ThriftTok – Gen Z สร้างคอมมูนิตี้ของตัวเองบน TikTok

    หลายคอมมูนิตี้เริ่มมีการจับกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะกับ Gen Z ที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่มอย่างหลากหลาย และแม้แต่การทำ ASMR ก็เติบโตเป็นคอมมูนิตี้หนึ่งได้


    BookTok – คอมมูนิตี้คนรักหนังสือใหญ่ขึ้น

    ในประเทศไทยอาจจะยังไม่ค่อยเห็นคอมมูนิตี้หนังสือเติบโตมากนัก แต่ในต่างประเทศมีทั้งชาเลนจ์ และแคมเปญมากมายที่สนับสนุนคอมมูนิตี้นี้อยู่ เพราะแม้แต่การถ่ายรีวิวหนังสือ หรือถ่ายคลิปรีวิวร้านหนังสือ หรือห้องสมุดก็แมสได้นะ

    7.ค่าโฆษณาจาก TikTok Ad จะสูงขึ้นอีก

    ในตอนนี้การทำโฆษณาบน TikTok อาจจะยังไม่สูงนัก และทั้งครีเอเตอร์ หรือแบรนด์ก็สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ในการโฆษณาเพิ่มการมองเห็นได้ แต่ในอนาคตมันอาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป

    แบรนด์ควรรีบใช้โอกาสที่ราคาต่ำอยู่ให้คุ้ม

    โอาสที่มีอยู่ตอนนี้คือการใช้ฟังก์ชันการโฆษณาต่าง ๆ ของ TikTok ให้คุ้มค่า โดยเฉพาะกับฟังก์ชัน In-Feed Ads เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงคนดูง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกดข้าม


    เนื่องจากบางครั้งขณะไถฟีดเราก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังดูโฆษณา จนกระทั่งขึ้นแถบสปอนเซอร์ในช่วงกลางหรือท้ายคลิป หรือแม้ผู้ใช้บางกลุ่มจะคุ้นชินกับแพทเทิร์นนี้แล้ว แต่ก็ยังเลือกที่จะรับชมต่อเพราะมีครีเอเตอร์ที่ชอบ และการรีวิวที่เข้าถึงง่ายให้รับชมนั่นเอง

    8.ชาว TikToker จะได้ยอด Reach เป็นล้านยาก

    ตอนนี้ใครยังไม่ลงสนาม TikTok ทางเราก็แนะนำว่าควรก้าวขา และมาเรียนรู้ ทำความเข้าใจก่อนก็ยังดี เพราะนับเป็นอีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่กำหนดทิศทางการตลาด และเทรนด์ของโลกไว้

    คนจะมาลงสนามคอนเทนต์บน TikTok เยอะขึ้น

    ใครที่หวังจะทำยอดเอ็นเกจเมนต์ รวมถึงยอด Reach ก็ควรลงคลิป และเริ่งทำในช่วงนี้ให้มากที่สุด เพราะในปี 2023 การแข่งขันนี้จะดุเดือดไม่น้อย และการได้ Reach หรือเพิ่มยอดผู้ติดตามอาจจไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว


    TikTok จะให้รางวัลครีเอเตอร์ที่แอ็กทีฟเป็นสิ่งล่อใจ

    การมีครีเอเตอร์คอยสร้างสรรค์คอนเทนต์ครีเอทีฟให้บนแพลตฟอร์มนับล้านคนเป็นเรื่องดี และ TikTok ก็จะยังคงรักษามาตรฐานนั้นไว้ ด้วยการให้รางวัล หรือเพิ่มเครื่องมือใหม่ ๆ มาสนับสนุนวงการครีเอเตอร์อย่างแน่นอนเช่น การส่งเสริมด้วยอัลกอริทึม, การเพิ่มการมองเห็นผ่านการโปรโมตคลิปวิดีโอบน Foy Your Page หรือหน้าฟีดมากขึ้น

    9.ปี 2023 คือยุคทองของ Micro Influencer

    ปี 2022 นับเป็นยุคทองของอาชีฟอินฟลูเอนเซอร์แล้ว แต่ปี 2023 จะเป็นปีทองของเหล่า Micro Influencer มากขึ้นไปอีก!
    ครีเอเตอร์เติบโตด้วยคอมมูนิตี้ของตัวเอง

    ครีเอเตอร์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีฐานแฟนที่แน่น เช่นเหล่าคนดังหรือเซเลบริตี้เหมือนแต่ก่อน แต่ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็สามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ เพียงแค่มีคอนเทนต์ที่แปลก แหวกแนวตลาด ก็สามารถกลายมาเป็นไวรัล หรือผู้นำเทรนด์บางอย่างได้เช่นกัน
    และหลังจากการสร้างไวรัล หรือฐานผู้ชมได้บางส่วนแล้ว

    การลงคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอก็ยิ่งช่วยให้มีฐานผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเองเรื่อย ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งครีเอเตอร์จะต้องรู้จักสร้างคอนเทนต์ และสร้างคอมมูนิตี้ของตัวเองให้เติบโตไปพร้อม ๆ กันได้ ยิ่ง Niche ยิ่งดีต่อคอมมูนิตี้ และแบรนด์

    คำว่า ‘Mass’ ในตอนนี้มักจะเริ่มมาจากความเป็น ‘Niche’ มาก่อน และไม่ว่าคุณจะเป็นครีเอเตอร์ หรือแบรนด์สายไหนก็สามารถเปลี่ยนจาก Niche กลายมาเป็น Mass ได้ เพียงแค่รู้จักสร้างความเชื่อใจ และจริงใจให้กับผู้ติดตาม

    หรือต่อให้ช่องของเราไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ที่ Mass นัก ความ Niche ก็มีความเหนียวแน่นมากพอที่จะทำให้ช่องนั้น ๆ ไปต่อได้
    เป็นอีกข้อดีที่ทำให้แบรนด์เริ่มมี Segment ใหม่ ๆ ในการกระจายผลิตภัณฑ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ส่วนครีเอเตอร์ก็สามารถสร้างคอนเทนต์ที่อยู่ในหมวด Niche มาก ๆ ได้ตามความชอบ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีใครดูไหมเหมือนแต่ก่อนด้วย

    สรุป

    TikTok Trends 2023 ในปีหน้านับว่าจะมีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น และน่าตื่นเต้นมากขึ้นแน่นอน เพราะทุกวันนี้มีครีเอเตอร์หน้าใหม่ แบรนด์ใหม่ และเทรนด์ใหม่เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันอยู่ตลอด

    สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ แต่เป็นการที่คุณยังไม่เชื่อในตัวเองจนไม่ได้ลงมือทำมากกว่า ฉะนั้นอย่ารอช้า เมื่อรู้ก่อน ทำก่อน และเตรียมตัวก่อนได้ แล้วสักวันหนึ่งโลกจะได้รู้จักคุณ

    สนใจใช้บริการการตลาดออนไลน์ ติดต่อได้ที่ FAST TACKS บริการรับทำการตลาดออนไลน์

    TikTok Trends 2023 มีอะไรบ้าง Read More »

    TikTok Trends 2023 มีอะไรบ้าง

    6 เทคนิค ออกแบบเว็บไซต์ ให้ถูกใจลูกค้า

    ถ้าใครกำลังคิดว่าการออกแบบเว็บไซต์เพื่อความสวยงามอย่างเดียว นั้นบอกได้เลยครับ ว่าคุณกำลังคิดผิดอย่างมาก เพราะองค์ประกอบที่สำคัญ ในการออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถ สร้างรายได้ให้กับเราหรือดึงดูดลูกค้าเข้ามาในเว็บไซตืนั้น บอกเลยครับ ว่า มันมีหลายๆส่วนที่เราต้องรู้ครับ

    ดังนั้น บทความนี้เราจะมาพูดถึงว่า การออกแบบเว็บไซต์ที่ถูกใจลูกค้า ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

    หากผู้อ่านเป็นคนที่กำลังอยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หรือเคยได้ยินใครบ่นว่าอยากมีเว็บไซต์สวยๆ สักหนึ่งเว็บแต่ไม่รู้ต้องเริ่มต้นยังไง จงแชร์บทความนี้ให้เขาได้อ่าน เพราะบทความนี้เหมาะกับคนที่กำลังคิดเริ่มต้นทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง รวมถึงคนที่อยากทำเว็บแต่ไม่มีไอเดียว่าต้องอธิบายยังไงให้กราฟฟิคดีไซเนอร์เข้าใจซักที วันนี้เราจะมาเผยเทคนิดีๆ ที่เราควรนำไปปรับปรุงในการออกแบบเว็บไซต์กันครับ

    จากข้อมูลสถิติ

    94% ของผู้ใช้งานตัดสินใจกดออกจากเว็บเพราะการ ออกแบบเว็บไซต์ ที่ไม่ถูกใจ

    88% ของผู้ใช้งานจะไม่กลับมาเว็บที่ตนเองไม่ชอบใจไปแล้วในครั้งแรก

    77% ของคนทำเว็บไซต์เชื่อว่า User Experience ที่ไม่ดีส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า

    6 เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์อย่างไร ให้ดึงดูดลูกค้า

    1.ออกแบบเว็บไซต์ ให้เรียบง่าย

    อย่าให้เว็บไซต์ของคุณเป็นศูนย์รวมแห่งความยุ่งเหยิงด้วยการยัดข้อมูลทุกอย่างใส่เข้าไปในหน้าเดียว ดังนั้นการตัดทอนข้อมูลและสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างนั้นจะทำสิ่งที่ ‘สำคัญจริงๆ’ โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ถ้าคลิกเข้ามาแล้วต้องเจอวีดีโอแบบเล่นอัติโนมัติ ตัวอักษรกระพริบๆ หรือสีสันฉูดฉาดจนตาพร่า เชื่อได้เลยว่าเป็นใครก็ต้องกดออกตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรกแน่ๆ

    การทำเว็บไซต์ไม่ใช่แค่การใส่ ‘อะไร’ เข้าไปในเว็บ แต่เป็นการที่เราเลือกจะใส่ข้อมูลพวกนั้นเข้าไป ‘ยังไง’ ต่างหาก สำคัญตรงที่การลำดับชั้นของวัตถุหรือทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งบนรูปภาพมีความโดดเด่นกว่าสิ่งอื่นโดยรอบ ไม่ว่าจะด้วยขนาด สี หรือการจัดตำแหน่ง วิธีนี้จะทำให้สินค้าของเราสามารถดึงสายตาของผู้ชมไว้ได้ โดยที่องค์ประกอบอื่นๆ ในภาพจะไม่ดูขัดแย้งกันเองด้วย

    และไม่ต้องกังวลหากมีพื้นที่สีขาวโล่งๆ (White space) ในเว็บไซต์ เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์ สายตาเรามักถูกดึงความสนใจโดยจุดสีดำเล็กๆ ที่โผล่ขึ้นมาบนพื้นที่สีขาวเสมอ หลักการออกแบบเว็บไซต์ก็เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นหากใครกำลังคิดที่จะหาอะไรมาถมให้เว็บไซต์ดูแน่นไปทุกอณูนั้นขอให้เบรคเอาไว้ก่อนเลย

    2.การเลือกใช้สี ในการออกแบบ

    การเลือกใช้สีให้เหมาะสมกับเว็บไซต์ การที่จะนำสีมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหมายความว่าคุณต้องรู้ความหมายของมันให้ดีซะก่อน แต่ละสีนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันต่อผู้เข้าชม นอกจากเลือกให้เข้ากับภาพลักษณ์ของธุรกิจแล้วก็ยังต้องเลือกให้มีความสมดุลย์ในการจับคู่สีอีกด้วย

    ตัวอย่างที่จะทำมาบอกกันเป็นเทคนิคที่ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ ลองนำไปปรับกันดูครับ

    • สีหลัก เป็นสีเดียวกับโลโก้ของแบรนด์
    • สีรองหรือพื้นหลัง เป็นสีโทนอ่อนอ่อนหรือสีขาวดำเพื่อความสบายตา
    • ปุ่ม Call to action เน้นเป็นสีที่ตัดกับโลโก้เพื่อเพิ่มความโดดเด่น

    3.รูปภาพต้องดึงดูด

    ทุกวันนี้มีเว็บไซต์มากมายที่เราสามารถเข้าไปดาวน์โหลดรูปภาพมาใช้ได้ฟรีสำหรับเชิงพานิชย์ และหากว่ายังไม่ครอบคลุมกับความต้องการก็มีรูปภาพสวยๆอีกเป็นล้านรูปที่เราสามารถซื้อมาใช้ได้อย่างถูกสิทธิ์

    หากผู้อ่านต้องการเลือกใช้รูปภาพที่มีอยู่แล้ว หรือเป็นรูปสินค้าของเราจริงๆ นั้นยิ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ต้องแน่ใจคือภาพถ่ายเหล่านั้นมีความคมชัดมากพอและสามารถสื่อความเป็นธุรกิจออกไปได้อย่างที่เราคิดเอาไว้ในหัวหรือเปล่า เพราะบางครั้งเราก็ไม่สามารถอธิบายข้อมูลทั้งหมดได้ด้วยการพิมพ์เป็นตัวหนังสือ รูปภาพจึงเป็นเสมือนตัวที่มาเติมเต็มในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าชม รวมถึงบ่งบอกความเป็นมืออาชีพของธุรกิจเราได้ด้วย

    4.เลือกฟอนต์

    แน่นอนว่าคุณยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กลุ่มคำเหล่านั้นได้มากยิ่งขึ้นด้วยการเลือกฟอนต์ที่ให้ Mood & Tone เดียวกันโทนสีของเว็บไซต์และรูปภาพ การใช้ฟอนต์ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ชม รายละเอียดเล็กๆ อย่างขนาดของฟอนต์ สี ความหนา เอียง และการจัดช่องไฟก็ล้วนส่งผลต่อ ‘ใจความ’ สำคัญที่จะสื่อออกไป

    5.ตัวหนังสือที่อ่านง่าย

    มันจะมีประโยชน์อะไรหากคุณมีเนื้อหาที่น่าสนใจแต่ไม่มีใครอ่านออก ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงเว็บไซต์ที่ตัวหนังสือ ‘เป็นมิตร’ กับสายตาของผู้เข้าชม มันควรจะประกอบด้วยทั้ง 3 สิ่งนี้

    ภาษาเข้าใจง่าย ชัดเจน ตรงประเด็น เนื้อหาครบถ้วนแต่ไม่ยืดเยื้อ
    มีการจัดหน้าบทความที่ดี มีช่องไฟระหว่างตัวอักษรที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ข้อความไม่ยาวติดกันหลายต่อหลายบรรทัดโดยไม่เว้นวรรค (แค่คิดก็ตาลายแล้ว)

    ขนาดตัวหนังสือและฟอนต์ต้องอ่านง่ายโดยที่ไม่ต้องซูมเข้าซูมออก

    การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยนั้นอาจไม่ได้อะไรกลับมาเลยหากผู้เข้าชมไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาและบริบทที่เราต้องการสื่อสาร ด้วยข้อจำกัดเรื่องสายตาของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน ทางแก้ที่แนะนำคือการทดสอบกับผู้เข้าชมหลายๆคนที่มีค่าสายตาแตกต่างเพื่อหาจุดตรงกลางที่ครอบคลุมกับผู้เข้าชมทั้งหมดนั่นเองครับ

    6.การแสดงผลบน มือถือมาเป็นอันดับแรก

    ทุกวันนี้สัดส่วนของผู้เข้าชมเว็บไซต์ผ่านโทรศัพท์มือถือสูงถึง 52.2% และมีแนวแน้วว่าจะโตขึ้นในทุกปี (อ้างอิงจาก : statista) หมายความว่าถ้าเว็บไซต์ของคุณกำลังตกที่นั่งลำบากแล้วถ้าหากยังไม่รองรับการใช้งานบนมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่มีขนาดหน้าจอเล็กกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้เข้าชม แต่ Mobile responsiveness ยังส่งผลต่อการจัดอันดับของ Google ด้วย

    แม้ว่าการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาในลำดับแรกๆ แต่เว็บไซต์ที่ดีนั้นควรถูกออกแบบมาให้สวยและใช้งานได้จริงทั้งแบบ Desktop และ Mobile เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเว็บไซต์เราสวยงามตอบโจทย์หรือไม่คือการใช้งานจริง

    อ่านเพิ่มเติมเรื่องอื่นๆได้ที่:

    สรุป

    เป็นยังไงกันบ้างครับกับเทคนิคดีๆ ที่เราได้นำมาฝากกันในบทความนี้ ใครที่ยังกังวลว่าจะทำได้ไม่ครบทุกข้อก็ไม่ต้องร้องไห้แล้วเพราะทาง FAST TACKS เรามีทีมงานมืออาชีพมากมายที่เข้าใจเรื่องการออกออกแบบเว็บไซต์แบบทะลุปรุโปร่ง

    เราไม่เพียงเน้นเรื่องความสวยงาม แต่ยังเน้นเรื่องการออกแบบที่จะช่วยให้คุณขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น หากคุณกำลังมองหาเว็บไซต์ใหม่ และสนใจบริการกับเราเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของคุณ สามารถ กรอรกรายละเอียด ด้านล่างได้เลยครับ

    FAST TACKS บริการรับทำเว็บไซต์

    สนใจใช้บริการกับ FAST TACKS

    กรอกข้อมูลรายละเอียด

      บริการที่คุณสนใจ

      6 เทคนิค ออกแบบเว็บไซต์ ให้ถูกใจลูกค้า Read More »

      ออกแบบเว็บไซต์

      ขนาดรูปโฆษณา Youtube ในปี 2023 อัพเดทล่าสุด

      YouTube เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีมาตั้งแต่ปี 2548 และในปัจจุบันยังคงเป็นส่วนสำคัญของการทำการตลาดและการโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย หนึ่งในความสำเร็จในการโฆษณาบน YouTube คือการสร้างโฆษณาที่มีข้อกำหนดโฆษณา YouTube ที่ถูกต้อง

      วิดีโอที่มีการเรียบเรียงอย่างดีและสามารถรถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในบทความนี้ เราจะพูดถึงโฆษณาที่ข้ามได้และข้ามไม่ได้ โฆษณาบัมเปอร์ โฆษณา TrueView และอื่นๆ มาดูกันว่าโฆษณา บน youtube แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร และขนาดของโฆษณา youtube

      ขนาดรูปโฆษณา YouTube ในปี 2023

      มาดูกันได้เลยว่าการโฆษณาบน YouTube มีอะไรบ้าง

      1. โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ (Skippable video ads)

      Skippable video ads คือ โฆษณาวิดีโอที่สามารถข้ามได้หลังจากผ่านไป 5 วินาที ทำให้ผู้ใช้มีตัวเลือกในการหลีกเลี่ยงการดูโฆษณาสามารถกดข้ามได้ การจัดวางสามารถวางไว้ก่อนหรือหลัง หรือระหว่างเนื้อหาวิดีโอได้

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนดโฆษณาของ YouTube สำหรับโฆษณาแบบข้ามได้คือ:

      ขนาดรูปโฆษณาบน youtube Skippable video ads :

      300×60 พิกเซล

      JPG, GIF แบบคงที่ หรือ PNG
      ปฏิบัติตาม นโยบายโฆษณาแบบรูปภาพของ Google
      สูงสุด 1KB

      2.โฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้ (Non-skippable video ads)

      Non-skippable video ads คือ ต้องดูโฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบก่อนที่จะสามารถดูวิดีโอหลักได้ สามารถเพิ่มก่อน หลัง หรือระหว่างวิดีโอหลักได้

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนดโฆษณา YouTube สำหรับโฆษณาแบบข้ามไม่ได้คือ:

      ขนาดรูปโฆษณาบน youtube Non-skippable video ads :

      300×60 พิกเซล

      JPG, GIF แบบคงที่ หรือ PNG
      ปฏิบัติตามนโยบายโฆษณาแบบรูปภาพของ Google
      สูงสุด 1KB
      ความยาว: สูงสุด 15 หรือ 20 วินาที

      3.โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads)

      โฆษณาบัมเปอร์ คือ วิดีโอสั้นๆ ที่เล่นหลังจากโฆษณาแบบข้ามได้และข้ามไม่ได้ สามารถกดข้ามไม่ได้และปรากฏก่อนวิดีโอที่ผู้ใช้เลือกดู โฆษณาบัมเปอร์สามารถช่วยขยายการเข้าถึงของแคมเปญ และทำงานได้ดีบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ความยาววิดีโอสูงสุดสำหรับโฆษณาบัมเปอร์คือ 6 วินาที

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนดโฆษณาบัมเปอร์ของ Bumper ads คือ:

      รูปแบบไฟล์: AVI, ASF, Quicktime, Windows Media, MP4 หรือ MPEG

      ขนาด Bumper ads แนะนำให้ใช้ 640 x 360 พิกเซล หรือ 480 x 360 พิกเซล
      อัตราเฟรม: 30 FPS

      อัตราส่วนภาพ: อัตราส่วนภาพ ดั้งเดิมโดยไม่มีแถบดำ (ตัวอย่าง: 4:3, 16:9)
      ขนาดไฟล์สูงสุด: 1GB
      ความยาว : 6 วินาที

      4.โฆษณาซ้อนทับ Overlay ads

      โฆษณาซ้อนทับ Overlay ads คือ รูปภาพที่ปรากฏซ้อนทับบนวิดีโอ เป็นหนึ่งในตัวเลือกโฆษณาที่มีราคาถูกที่สุดบน YouTube เราสามารถคลิกผ่านโฆษณาเหล่านี้เพื่อเปิดหน้า Landing Page ของผู้โฆษณาในแท็บหรือหน้าต่างใหม่

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนดโฆษณา Overlay ads สำหรับโฆษณาซ้อนทับคือ:

      ภาพซ้อนทับ: จำเป็นต้องใส่
      ขนาดรูปภาพโฆษณา Overlay ads

      หน่วย: 480 x70 px
      ประเภทไฟล์: GIF แบบคงที่, PNG, JPG
      ขนาดไฟล์ : 150KB
      แบนเนอร์ที่แสดงร่วมกัน: ไม่บังคับ

      หน่วย: 300 x 250 px
      ประเภทไฟล์: GIF, PNG, JPG
      ขนาดไฟล์ : 150KB

      5.โฆษณาแบบดิสเพลย์มาตรฐาน (Standard display ads)

      โฆษณาแบบรูปภาพมาตรฐาน คือ รูปภาพ (ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว) ที่สามารถปรากฏบนผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของ Google ซึ่งมักปรากฏเหนือคำแนะนำวิดีโอ YouTube ของเรา

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนดโฆษณา YouTube สำหรับโฆษณาแบบรูปภาพมาตรฐานคือ:

      ขนาด:
      300 พิกเซลคูณ 250 พิกเซล
      300 x 60 พิกเซล (ใช้ร่วมกับ YouTube Reserve)
      300 x 600 พิกเซล (Zagat เท่านั้น)

      รูปแบบ: GIF, JPG, PNG
      ขนาดไฟล์สูงสุด: 150KB
      เวลาเคลื่อนไหวสูงสุด: 30 วินาที
      เสียง: ไม่มีเสียง

      เส้น ขอบ: โฆษณาที่มีพื้นหลังเป็นสีดำหรือสีขาวบางส่วนต้องมีเส้นขอบที่มองเห็นได้ซึ่งมีสีตัดกัน

      6.โฆษณา TrueView video Discovery

      โฆษณา TrueView Video Discovery ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้วิดีโอของคุณปรากฏในหน้าผลการค้นหาของ YouTube และในหน้าแรกของ YouTube บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ โฆษณามีภาพขนาดย่อจากวิดีโอของคุณ ตลอดจนบรรทัดแรกและคำอธิบาย ซึ่งช่วยให้ผู้ดูเข้าใจว่าวิดีโอของคุณเกี่ยวกับอะไร

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนด TrueView ของ YouTube สำหรับโฆษณา Video Discovery คือ:

      การตั้งค่าโฆษณาวิดีโอ

      รูปแบบไฟล์: AVI, ASF, Quicktime, Windows Media, MP4 หรือ MPEG
      ความละเอียด: แนะนำให้ใช้ 640 x 360 พิกเซล หรือ 480 x 360 พิกเซล
      อัตราเฟรม: 30 FPS

      อัตราส่วนภาพ: อัตราส่วนภาพ ดั้งเดิมโดยไม่มีแถบดำ (ตัวอย่าง 4:3, 16:9)
      ขนาดไฟล์สูงสุด: 1GB

      7.โฆษณาแบบข้ามไม่ได้ TrueView ในสตรีม (TrueView in-stream non-skippable ads)

      โฆษณาในสตรีม TrueView แบบข้ามไม่ได้มีความยาว 15 ถึง 20 วินาทีและไม่สามารถกดข้ามได้ โฆษณาเหล่านี้ปรากฏบน YouTube และเว็บไซต์ที่ใช้พาร์ทเนอร์วิดีโอของ Google และเราจะจ่ายเงินการโฆษณาตามการแสดงผลที่ได้รับจากโฆษณาเหล่านี้เท่านั้น

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนด TrueView ของ YouTube สำหรับโฆษณาแบบข้ามไม่ได้ในสตรีมคือ:

      รูปแบบไฟล์: AVI, ASF, Quicktime, Windows Media, MP4 หรือ MPEG

      ขนาดรูปภาพโฆษณาแบบข้ามไม่ได้ TrueView ในสตรีม :

      แนะนำให้ใช้ 640 x 360 พิกเซล หรือ 480 x 360 พิกเซล

      อัตราเฟรม: 30 FPS

      อัตราส่วนภาพ: อัตราส่วนภาพ ดั้งเดิมโดยไม่มีแถบดำ (ตัวอย่าง: 4:3, 16:9)
      ขนาดไฟล์สูงสุด: 1GB
      ความยาว : 15 หรือ 20 วินาที

      8. โฆษณาแบบข้ามได้ TrueView ในสตรีม

      โฆษณาในสตรีมแบบข้ามได้ TrueView สามารถกดข้ามได้หลังจากผ่านไป 5 วินาที อาจมีความยาวตั้งแต่ 12 วินาทีถึง 6 นาทีและปรากฏบน YouTube และเว็บไซต์พันธมิตรวิดีโอของ Google เราจะจ่ายค่าโฆษณาเมื่อผู้ดูดู 30 วินาที (หรือดูวิดีโอแบบเต็มหากสั้นกว่านั้น) หรือเมื่อผู้ใช้โต้ตอบกับโฆษณาของเรา

      ที่มา: Simplified

      ข้อกำหนด TrueView ของ YouTube สำหรับโฆษณาที่ข้ามได้ในสตรีมคือ:

      รูปแบบไฟล์: AVI, ASF, Quicktime, Windows Media, MP4 หรือ MPEG

      ขนาดรูป โฆษณาแบบข้ามได้ TrueView ในสตรีม: แนะนำให้ใช้ 640 x 360 พิกเซล หรือ 480 x 360 พิกเซล
      อัตราเฟรม: 30 FPS

      อัตราส่วนภาพ: อัตราส่วนภาพ ดั้งเดิมโดยไม่มีแถบดำ (ตัวอย่าง: 4:3, 16:9)
      ขนาดไฟล์สูงสุด: 1GB
      ความยาว : 12 วินาที ถึง 3 นาที

      อ่านเพิ่มเติมเรื่องอื่นๆได้ที่:

      สรุป

      เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับขนาดรูปโฆษณา YouTube ในปี 2023 ที่ทาง fast tacks นำมาแนะนำกันในบทความนี้ หวังว่า จะเป็นประโยชนืกับผู้ทำการตลาดบน youtube ทุกๆท่านนะครับ

      ทางเราแนะนำว่าโฆษณาบน youtube แต่ประประเภทนั้นมีความสามารถและ การวัดผลที่แตกต่างกัน ดังนั้น ควรเลือกใช้การโฆษณาที่เหมาะสมกับธุรกิจและสินค้าของเรานะครับ บทความหน้าเราจะมาแนะนำอะไร อย่าลืมกดติดตามช่องทางการสื่อสารของพวกเราด้วยนะครับ

      FAST TACKS บริการรับทำการตลาดออนไลน์

      ขนาดรูปโฆษณา Youtube ในปี 2023 อัพเดทล่าสุด Read More »

      ขนาดรูปโฆษณา Youtube ในปี 2023 อัพเดทล่าสุด

      6 ข้อดีการขายของในแอพ Tiktok Shop

      หลายคนที่ใช้งาน TikTok คงเห็นปุ่มตะกร้าหน้าโปรไฟล์ ไม่ก็ลิงก์สินค้าในคลิปไม่มากก็น้อยแน่ ๆ เพราะมันคืออีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มาแรงบน TikTok อย่าง “TikTok Shop” ช่องทางแห่งการสร้างรายได้ทั้งสำหรับผู้ขายออนไลน์ และครีเอเตอร์ที่ต้องการสร้างรายได้ง่าย ๆ โดยที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแค่ทำคลิป แปะลิงก์สินค้า เพียงก็นี้ก็สามารถสร้างรายได้แล้ว

      สำหรับใครที่ไม่รู้ หรือไม่เคยใช้งานอาจสงสัยว่าการขายของบนแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง TikTok จะสู้การขายของบนแพลตฟอร์ม E-commerce ได้จริงไหม?

      วันนี้เรามาดูกันว่าข้อดีของการขายของในแอพ tiktok shop มีอะไรบ้าง

      รวม 6 ข้อดีในการขายของใน tiktok shop

      มาดูไปพร้อมๆกันเลย ว่ามีอะไรบ้าง

      1.TikTok เปิดการมองเห็น TikTok Shop มากขึ้น

      อย่างแรกเลย ขณะนี้ TikTok กำลังปั้นให้แพลตฟอร์มของตัวเองเข้าสู่ตลาด E-commerce มากขึ้น โดยการเพิ่มฟีเจอร์ TikTok Shop ออกมาตอบโจทย์ธุรกิจ เพื่อให้ค้าขายได้บนแพลตฟอร์มสะดวกขึ้น ทั้งสามารถทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นในการโปรโมตสินค้า แปะลิงก์สินค้าในตะกร้าให้ลูกค้าเลือก พร้อมกดซื้อ จ่ายเงิน ครบจบภายในแอปง่าย ๆ

      และเมื่อฟีเจอร์ใหม่นี้กำลังมาแรง TikTok ก็จะยิ่งดัน TikTok Shop ให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น ซึ่งอัลกอริทึมของ TikTok ในปี 2023 ก็จะยังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นนี่แหละคือโอกาสของร้านค้าที่จะเฉิดฉายบนแพลตฟอร์ม!

      2.ลดต้นทุน เพราะ TikTok ออกค่าส่งให้

      การเปิดธุรกิจขายของผ่าน TikTok Shop ในช่วงนี้แม้แพลตฟอร์มจะเริ่มหักค่าธรรมเนียม 3% แต่แอปก็ยังออกค่าส่งให้ยังคงออกค่าส่งให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ลดต้นทุนในส่วนค่าส่งมากขึ้น แต่ในกรณีนี้หากใครคำนวณกำไรหลังหักค่าธรรมเนียม 3% แล้วไม่คุ้มค่า ก็ต้องลองคำนวณและตั้งราคาสินค้ากันดูดี ๆ อีกที

      3. Live ได้แม้ผู้ติดตามไม่ถึงพัน

      จากปกติที่ต้องมีผู้ติดตาม 1,000 คน และอายุ 18 ปีขึ้นไปถึงจะสามารถไลฟ์ได้ แต่หากเปิดบัญชี TikTok Shop ก็สามารถไลฟ์ขายสินค้าได้เลยง่าย ๆ โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องจำนวนผู้ติดตาม

      ซึ่งการไลฟ์จะยิ่งช่วยดันยอดขายให้พุ่งมากขึ้นอีกด้วย สังเกตได้ที่หลายร้านค้าก็เลือกไลฟ์บน TikTok เนื่องจากลูกค้าได้เห็นสินค้าจริงแบบ 360 องศา ได้มีส่วนร่วมถามตอบกับผู้ขาย แถมยังสามารถปิดการขายได้ภายในไลฟ์ได้อีกด้วย

      อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tiktok ได้ที่:

      4.ใช้วิดีโอสั้นช่วยดันยอดขายง่าย

      ด้วยความที่เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น แถมยังมีเครื่องมือมากมายในการสร้างสรรค์วิดีโอทั้งแผ่นเสียง ฟิลเตอร์ และ Challenge ต่าง ๆ ให้เล่น เลยทำให้สามารถสร้างสรรค์สินค้าผ่านคอนเทนต์วิดีโอออกมามากมาย แถมยังได้เห็นสินค้าจริงแบบ 360 องศา ลูกค้าดูจบก็สามารถซื้อได้เลยบนแอป และหากคอนเทนต์ดียังนำไปสู่การดันยอดขาย และการดูไลฟ์มากขึ้นอีกด้วย

      5.เจอกลุ่มลูกค้าใหม่ที่หลากหลาย

      การเปิดหน้าร้านบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ยังทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างจากแพลตฟอร์ม E-commerce เนื่องจากได้กลุ่มคนที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจซื้อของแต่ดูคลิปแล้วถูกใจ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ มากขึ้นนั่นเอง ยิ่งถ้าคอนเทนต์ไหนที่ทำออกไปแล้วปัง ก็มีโอกาสที่ยอดขายจะทะลุเป้าไปไกลอีกด้วย

      6.ยอดพุ่งเร็วเพียงจับมือกับครีเอเตอร์ทำ Affiliate Link

      นอกจากฝั่งผู้ขายเองแล้ว ครีเอเตอร์ก็มีโอกาสสร้างรายได้ผ่าน TikTok Shop Creator แบบที่ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องแพ็กของ ส่งของ เพียงแค่เป็นครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 2,000 คน และอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ขยันสร้างสรรค์สร้างสรรค์คอนเทนต์วิดีโอสั้นพร้อมแปะลิงก์สินค้าแบบ Affiliate Link ก็สามารถสร้างรายได้ได้มหาศาล

      ในฝั่งผู้ขายเองก็ได้ประโยชน์จากการจับมือกับครีเอเตอร์ที่เข้ามาช่วยส่งเสริมการขายสินค้า หากยอดขายดี ก็เรียกว่าวินวินทั้งผู้ขายและครีเอเตอร์เลยก็ว่าได้

      สนใจคู่มือ ” การขายของบน Tiktik Shop ” สั่งซื้อ E-book ได้ที่> คู่มือขายของบน tiktok shop

      สรุป

      และนี่ก็เป็น 6 เหตุผลว่าทำไม ควรจะไปขายสินค้าบนช่องทาง tiktok shop เพื่อเปิดโลก และหาโอกาสใหม่ ๆ ในการค้าขายให้กับธุรกิจตัวเอง สำหรับใครที่ยังไม่เริ่ม สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครได้ที่นี่เลย > สมัครขายของ tiktok shop

      FAST TACKS บริการรับทำการตลาดออนไลน์

      6 ข้อดีการขายของในแอพ Tiktok Shop Read More »

      การขายของในแอพ Tiktok Shop
      Scroll to Top

      Fasttacks ให้ความสำคัญต่อความเป็นส่วนตัว เราจะทำงานอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาความลับ และควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของคุณให้ปลอดภัย โดยคุณสามารถเลือกความยินยอมแบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ ได้ โดยคลิกที่ปุ่ม เลือกตั้งค่าประเภทคุ้กกี้

      ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

      คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

      ยอมรับทั้งหมด
      จัดการความเป็นส่วนตัว
      • คุกกี้ที่จำเป็น
        เปิดใช้งานตลอด

        ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

      • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

        คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

      บันทึก